Make your own free website on Tripod.com

 

เรื่องที่ไม่เคยมีใครรู้

 

 


คนในแบงค์


ช่วงนั้นเพื่อนได้เข้ารับถวายงานพยาบาลต่อทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ช่วงเช้าตรู่มีโทรศัพท์ดังขึ้น

ในห้องบรรทมของพระองค์ท่านเพื่อนรับสายก็มีเสียงพูดมาว่า" ขอสายฟ้าหญิง "เพื่อนได้ถามกลับไปว่า

" ขอประทานโทษค่ะใครจะเรียนสายด้วยคะ "" บอกเขาว่าคนในแบงค์โทร.มา " อีกฝ่ายตอบกลับเพื่อน

ก็ถามกลับไปอีกว่า " ธนาคารไหนคะ "(((ก็ยังเช้าตรู่อยู่นี่นา....เพื่อนคิดในใจโทร.มาเรื่องอะไรแต่เช้า )))

เพื่อนก็ออกอาการ"งง"อยู่ช่วงครู่ .....เดินไปทูลฟ้าหญิงพอกลับมานั่งทบทวน........

"คนในแบงค์โทร.มา".............ถึงกับตื่นเต้นตกใจขนลุกขนพองเพราะคนในแบงค์ คือ"ในหลวง"


30 บาท


ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่เมื่อต้นปีนี้มีข้าราชบริพาร

เข้าเยี่ยมจำนวนมากทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่นายกฯคนปัจจุบัน บังอาจถวายบัตร 30บาท ให้พระองค์

เพื่อใช้สิทธิ์ สร้างความแค้นเคืองใจให้พสกนิกรชาวไทยทุกคนแต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรงตอบว่าอย่างไร

ในหลวงทรงตรัสว่า "ไม่เป็นไรหรอก หากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุได้

หรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง) ก็ได้"ท่านพูดเสียงเรียบๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลบหลู่เลย

พูดเสร็จก็ยื่นบัตรทองใบนั้นให้นายกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก

เคยมีคนถามผมว่านับถือใครมากที่สุดคิดถึงคนแรกและคนเดียวเลยคือ ในหลวง ท่านเหนือกว่ากษัตริย์ใดในโลก

หล้ายิ่งใหญ่กว่าวีรบุรุษคนใดในตำนานมีคุณธรรมประเสริฐล้ำเทียบพระโพธิสัตว์ขอถวายความจงรักภักดีจนกว่าชีวีจะหาไม่


**********************


พับเพียบ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุธี อักษรกิตติ์
ผู้สนองพระราชดำริ ในโครงการระบบสื่อสารสายอากาศ และอิเส็กทรอนิกส์


... ในครั้งแรก ผมทำงานตามพระราชดำริ โดยไม่ทราบว่าเป็นงานของพระองค์ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนบอกว่าให้เข้าไป

ในวังด้วยกันและให้นำระบบสายอากาศชนิดใหม่ขึ้นไปติดตั้ง ก็ไม่ได้คิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ มา

แต่ว่าแปลกใจทำไมอยู่ดี ๆเจ้าหน้าที่ที่กำลังติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ อย่บนดาดฟ้าของพระตำหนักถึงปีนลงมา

ทั้ง ๆ ที่งานยังไม่เสร็จ แท้ที่จริงพระองค์ท่านเสด็จฯ มายืนอยู่ข้างหลังผมเหลียวหลังไปมองนิดหนึ่ง

ครั้นพอเห็นพระองค์ท่านก็ตกใจ เป็นอาการวูบ ขึ้นมาทันที นึกอยู่ในใจว่าใช่แล้ว ใช่แน่ ๆ เพราะคิดว่าเหมือนในรูป

ผมก็รีบทำความเคารพ แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกสิ่งที่ผมจำได้คือเราต้องอยู่ต่ำกว่า จึงรีบคุกเข่าให้ต่ำลงมาเป็นเหมือนชันเข่า

เพราะว่าตอนนั้นพระองค์ท่าน ประทับยืนอยู่ ถ้านั่งพับเพียบเลยก็จะต่ำเกินไป เพราะว่าผมต้องพูดอธิบายด้วย

ปรากฎว่าพระองค์ท่านก็คุกเข่าลงไปด้วย ผมก็เลยนั่งพับเพียบให้ต่ำลงไปอีกพระองค์ท่านก็ประทับพับเพียบเหมือนกันเลยกลาย

เป็นว่าวันนั้น นั่งพับเพียบสนทนากัน ๒-๓ ชั่วโมง บนดาดฟ้าพระตำหนักในเวลาช่วงบ่ายที่ร้อนเปรี้ยง .......


น้ำลดหรือยัง โดย ถาวร ชนะภัย


หลายปีมาแล้วเมื่อครั้งน้ำท่วมภาคใต้ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

เป็นช่วงเวลาที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำเครื่องโทรพิมพ์มาติดตั้งที่ห้องทรงงานใหม่ๆ

ข้าราชสำนักท่านหนึ่งกรุณาเล่าให้ฟังว่าแม้ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่เสด็จขึ้นห้องพระบรรทมแต่ทรงคอยติดตามข่าวเรื่องอุทกภัยที่หาดใหญ่

อยู่อย่างใกล้ชิดด้วยทรงห่วยใยราษฏรจึงทรงส่งคำถามผ่านเครื่องโทรพิมพ์ด้วยพระองค์เองถามไปทางหาดใหญ่ว่า

"น้ำลดแล้วหรือยัง"โดยที่ไม่ทราบว่าผู้ส่งคำถามมานั้นคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคำตอบที่มีผ่าน มาทางเครื่องโทรพิมพ์

เมื่อเวลาตีสองตีสามมีข้อความที่ตอบด้วยความไม่พอใจว่า"ถามอะไรอยู่ได้ดึกดื่นป่านแล้วคนเขาจะหลับจะนอน

"แต่ตอนท้ายของคำตอบก็ไม่ลมที่จะบอกด้วยว่า "น้ำลดแล้ว"



เสียงปริศนา


.... .ในวันเสด็จพระราชดำเนิน กลับประเทศสวิต ฯ ขณะที่ประทับรถพระที่นั่ง ไปสู่สนามบินดอนเมือง

ทรงได้ยินเสียงตะโกนดัง ๆ ว่า"ในหลวง อย่าทิ้งประชาชนนะ" ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้น

ในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชน ไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชน

อย่างไรได้ "เป็นที่น่าประหลาดว่า ต่อมาอีกประมาณ 20 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพบชาย

ที่ร้องตะโกนทูลพระองคไม่ให้ทิ้งประชาชนนั้นเป็นพลทหาร และในปัจจุบันเขาออกไปทำนาอยู่ในต่างจังหวัด เขากราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่ทรงทิ้งราษฎรเขาทูลว่า ตอนที่เขาร้องไปนั้น

เขารู้สึกว้าเหว่ และใจหายที่เห็นพระเจ้าแผ่นดิน จะเสด็จไปจากเมืองไทย กลัวจะไม่เสด็จกลับมาอีก

เพราะคงจะทรงเข็ดเมืองไทยเห็นเป็นเมืองที่น่ากลัวน่าสยดสยอง เขาดีใจมากที่ได้เฝ้าฯ อีก กราบบังคมทูลถามว่า ..

" ท่านคงจำผมไม่ได้ ผมเป็นคนร้องไม่ให้ท่านทิ้งประชาชน"พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งถามว่า .."เรานะรึที่ร้อง ?"
"ใช่ครับ ตอนนั้นเห็นหน้าท่านเศร้ามาก กลัวจะไม่กลับมา จึงร้องไปเหมือนคนบ้า"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวทรงตอบ ..

"นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา"



เราจับได้แล้ว


ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
….ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ "ก้าวไกลไทยทำ" วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 "The BOI
Fair 1995 commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej's reign

"(Board of Investment Fair 1995 BOI)หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ

ตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์)ภายในศาลาแต่งเป็น"พิภพใต้ทะเล"

โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด "Magic Vision" น้ำลึก 20,000 leagueจะมีช่วงให้แลเห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา

ปลาตัวเล็กๆ สีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้าข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่าถ้าใครจับปลาได้เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์

พวกเราไขว่คว้าเท่าไหรก็จับไม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้นแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มีพระราชดำรัสว่า "เราจับได้แล้ว"พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู

แล้วรับสั่งต่อ "อยู่ในนี้"ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลา

และจับต้องได้บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้



ข้าวผัดไข่ดาว โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล


วันหนึ่งเสด็จฯเขาค้อเปิดอนุสาวรีย์พอเปิดอนุสาวรีย์เสร็จพระองค์ท่านก็ขอกลับไปที่พระตำหนัก

เฟื่อจะทรงเปลี่ยนฉลองพระบาทเพราะเดี๋ยวจะไปดูงานในป่าในดง.........

เราก็ไม่ได้ทานข้าวไม่มีใครทานข้าวตอนนั้นบ่ายสองโมงแล้วก่อนจะเปลี่ยนฉลองพระบาทสักยี่สิบนาท

ีน่าจะพุ้ยข้าวทันก็รีบวิ่งไปห้องอาหารที่เตรียมไว้ปรากฏว่าพวกที่ไมได้ ตามเสด็จเขาทานกันหมดแล้วในนั้น

จึงเหลือข้าวผัดติดก้นกระบะกับมีไข่ดาวทิ้งแห้งไว้4ใบเราก็ตักเห็นมีข้าวอยู่จานหนึ่งวางไว้มีข้าวผัดเหมือนอย่างเรา

ไข่ดาวโปะใบหนึ่งมีน้ำปลาถ้วยหนึ่งวางอยู่เพื่อนผม ก็จะไปหยิบมามหาดเล็กบอกว่า "ไม่ได้ๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ท่านรับสั่งให้มาตัก"ดูสิครับตักมาจากก้นกระบะเลยผมนี่น้ำตาแทบไหลเลยท่านเสวยเหมือนๆ

กันกับเรา......ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ



หมึกไม่ออก โดยผู้ช่วยสาสตราจารย์ อนงค์รัตน์ สุขุม


……..วันที่ 19 กรกฎาคม 2526 เป็นวันพระราชทางปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่นายกสโมสรอาจารย์จะเป็นผู้ดูแลถวายปากกา

ให้ทรงลงประปรมาภิไธยแต่ในปีนั้นดิฉันในฐานะอุปนายกสโมสรอาจารย์ได้รับหน้าที่นี้แทนก่อนจะเสด็จประราชดำเนิน เราก็ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง

อย่างระมัดระวังที่สุดโดยเฉพาะปากกาลองกันหลายครั้งจนมั่นใจว่าไม่มีปัญหาแน่ พอเสด็จฯ มาถึงท่านก็ทรงลงประปรมาภิไธย

ปรากฏว่าทรงจรดปากกาลงไปแล้วแต่ไม่มีหมึกออกมาเราก็ตกใจมากเลยไม่รู่จะทำยังไงดี นึกในใจว่าเป็นความบกพร่องของเราแน่ๆ ลองมากไปจนหมึกหมด
ดิฉันก็เลยถวายกระดาษทิชชูเปล่าๆ ที่อยู่ในมือให้ท่าน เพื่อจะให้ท่านทรงเช็ดปากกาแต่ท่านทรงพระเมตตามากเลย

สีพระพักตร์ที่ท่านมองดิฉันเหมือนกับจะตรัสว่า"ไม่ต้องตกใจ"แล้วก็ทรงนำปากกามาลองที่มือดิฉันที่มีกระดาษทิชชู่ ปรากฏว่าหมึกออก

จากนั้นก็ทรงหันไปลงพระปรมาภิไธยในสมุดพอท่านเสด็จพระราชดำเนินไปแล้ว ทุกคนก็รีบเข้ามาดูกระดาษที่ทรงลองปากกาแผ่นนั้นกันใหญ่

ศาสตราจารย์ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ บอกว่า "พี่ๆ ขอหน่อยเถอะพี่จะเอาไปเป็นมงคล" ก็เลยแบ่งให้อาจารย์ไปส่วนหนึ่ง…


ราชาศัพท์กับหมอ


ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวี มีพระอาการคันมีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ
เพื่อถวายการรักษา

คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์ ก็กราบบังคมทูลว่า "เอ้อ - ทรง... อ้า- ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ

" พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า "ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่จะท้องได้ยังไง" แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ

ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า - เอ้า พูดภาษาอังกฤษกันเถอะ-เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป อีกครั้งหนึ่ง

ไม่เคยชิม


พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ ทางภาคใต้ คือจังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดิน เป็นกรด มีความเค็ม พระองค์จึงทรงรับสั่งถาม

กับชาวบ้าน ที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า "ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม " ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า " ไม่เคยชิมซักที "

ในหลวงก็รับทรงสั่งกับข้าราชบริภารที่ ตามเสด็จว่า "ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ "


กล้วยไข่


ผมเคยเข้าไปเล่นคอนเสิร์ตหน้าพระที่นั่งศาลาดุสิตาลัย เมื่อสิบห้าปีมาก่อนพระเทพทรงประชวรหวัดเล็กน้อย แล้วตรัสก่อนพวกผมเล่นกันว่า
วันนี้ไม่มีเสียงกรี๊ดนะเป็นหวัด พอตอนเล่น ผมเลยบังอาจถวายแซวพระองค์ท่าน ว่า ในฐานะรุ่นน้องจุฬาฯ ขอพระราชทานอนุญาต

เอ่ยพระนามพระองค์ว่า พี่น้อย ก็แล้วกันวันนี้ขอให้พี่น้อย หายหวัดเร็ว ๆ นะครับ คนดูในศาลาดุสิตาลัยเงียบกริบ ผมก็ชัก หนาวสันหลังว่าเหิมเกริม

ไปหรือเปล่าเพื่อนร่วมวงรีบชิงพูดต่อว่ามหาดเล็กครับ ช่วยยิงให้ถูกคนด้วยแล้วกัน คนเลยฮากันตึง รอดไป มีเพลงหนึ่งชื่อเพลงกล้วยไข่

ผมก็แปลงเนื้อว่าแปลกใจจริงพระเทพฯชอบอะไร พระเทพชอบ กล้วยไข่ เพราะว่าพระองค์ทรงโปรด ลัล ลัล ลัล ลา
ตอนไปรับพระราชทานดอกไม้จากพระหัตถ์ ผมไปยกมือไหว้ท่าน ท่านก็ตรัสย้อนผมว่า ใครเค้าไหว้กัน เค้าโค้งจ้ะ

จากนั้นท่านก็ตรัสว่าใครบอกฉันชอบกล้วยไข่ ฉันชอบกล้วยน้ำว่าย่ะผมไม่เคยลืมสักภาพเดียวเลยครับ



เรียกน้าสิถึงจะถูก


วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของ ท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวง มากมายพระองค์ท่าน

เสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาทแล้วก็เอามือของแก่มาจับพระหัตถ์

ของในหลวง แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมายแต่ในหลวงก็ทรงเฉย ๆ

มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร แต่พวกข้าราชบริภารก็ มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัย หรือไม่

แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิง ชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวเพราะ พระองค์ทรงตรัสว่า

"เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก"


ถวายพระเพลิง


หลายปีมากๆ แล้วเหมือนกัน ตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระโอสถมวน (สูบบุหรี่)อยู่ คราวหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวกำลังจะทรงพระโอสถมวน

ยังไม่ได้ทรงจุด ท่านผู้หนึ่งที่เผอิญได้เข้าเฝ้าอยู่ในขณะนั้น จะเป็นใครผมก็ไม่ทราบลืมไปแล้ว ก็ปราดเข้าไปคุกเข่า จุดไฟแช็คถวาย

แถมกราบบังคมทูลเสียด้วยว่า "ถวายพระเพลิง พะยะค่ะ"พระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวลเสียงดัง ตรัสด้วยพระอารมณ์สนุกว่า "ยัง ฉันยังไม่ตาย...." ผู้ใหญ่ที่มาเล่าเรื่องนี้ต่อให้ผมฟังไม่ได้เล่าว่าตอนนี้สีหน้าผู้ที่จะ "ถวายพระเพลิง" เป็นอย่างไร



เกาะช้าง


มีครั้งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เสด็จประพาสทางทะเล ระหว่างที่อยู่ในเรือพระที่นั่งทรงตรัสสอบถามนายทหารเรือที่ตามเสด็จว่า

"นั่นเกาะอะไร"นายทหารผู้นั้นตอบ "ขอเดชะ...เกาะนั้นมีพระนามว่าเกาะช้างพระเจ้าค่ะ"ทรงแย้มสรวลแล้วตรัสตอบว่า"ถ้างั้น...เกาะนี้ก้อเป็นญาติฉันนะซิ"

นายทหารท่านนั้นคงตื่นเต้นที่ทรงมีพระปฏิสันถารด้วย บอกชื่อเกาะ ไม่ต้องว่าเกาะนั้นมี "พระนาม" ว่าอะไรหรอก แค่บอกว่าเกาะนั้นชื่ออะไรก้อพอ

ถ้าใช้ว่าเกาะ นั้นมี "พระนาม" ว่าอะไรนั้น แสดงว่าเกาะนั้นเป็นเจ้านาย ด้วย เพราะใช้คำราชาศัพท์กับเกาะ



ตกข้างเดียว


พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มา เข้าเฝ้าเพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก

ในหลวงทรงรับสั่งถามว่า "แขนเจ็บไปโดนอะไรมา " ชายคนนั้นตอบว่า " ตกสะพาน "

แล้วในหลวงทรงรับสั่งกลับไปอีกว่า " แล้วแขนอีกข้างหนึ่งละ " ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า "แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย ตกข้างเดียว"

ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล


ปิดทองหลังพระ


ในคืนวันหนึ่งของปีพ.ศ. ๒๕๑๐ (ยศในขณะนั้นพันตำรวจโท)......หลังจากได้รับพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแล้ว
ในวังไกลกังวล..............ผมจำได้ว่า คืนนั้นผู้ที่โชคดีได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระจิตรลดา เป็นนายตำรวจ 8 นาย

และนายทหารเรือ 1 นาย....พระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงมาพร้อมด้วยกล่องใส่พระเครื่องในพระหัตถ์

ทรงอยู่ในฉลองพระองค์ชุดลำลอง.......ขณะที่ทรงวางพระลงบนฝ่ามือที่ผมแบรับอยู่นั้นผมมีความรู้สึกว่าองค์พระร้อนเหมือน

เพิ่งออกจากเตา..........ภายหลัง เมื่อมีโอกาสกราบบังคมทูลถาม จึงได้ทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระเครื่ององค์นั้น
ด้วยการนำเอาวัตถุมงคลหลายชนิดผสมกัน เช่น ดินจากปูชนียสถานต่างๆ ทั่วประเทศ ดอกไม้ที่ประชาชนทูลเกล้าถวายในโอกาสต่างๆ

และเส้นพระเจ้า(เส้นผม) ของพระองค์เอง เมื่อผสมกันโดยใช้กาวลาเท็กซ์เป็นตัวยึดแล้ว จึงทรงกดลงในพิมพ์

(อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ซึ่งต่อมาเป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้แกะถวาย) โดยไม่ได้เอาเข้าเตาเผา.........
.....หลังจากที่ได้รับพระราชทานแล้ว ทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราโชวาทมีความว่า.......

” พระที่ให้ไปน่ะ ก่อนจะเอาไปบูชา ให้ปิดทองเสียก่อน แต่ให้ปิดเฉพาะข้างหลังพระเท่านั้น ”
........พระราชทานพระบรมราชาธิบายด้วยว่า ที่ให้ปิดทองหลังพระก็เพื่อเตือนตัวเองว่า การทำความดีไม่จำเป็นต้องอวดใคร
หรือประกาศให้ใครรู้ ให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ และถือว่าความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นบำเหน็จรางวัลที่สมบูรณ์แล้ว.....
.....ผมเอาพระเครื่องพระราชทานไปปิดทองที่หลังพระแล้ว ก็ซื้อกรอบใส่ หลังจากนั้นมา สมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินองค์นั้น

ก็เป็นพระเครื่องเพียงองค์เดียวที่ห้อยคอผม........ .....หลังจากที่ไปเร่ร่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไกลห่างพระยุคลบาท ผมได้มีโอกาสกลับไปเฝ้าฯ

ที่วังไกลกังวลอีก.....ความรู้สึกเมื่อได้เฝ้าฯนอกจากจะเป็นความปีติยินดีที่ได้พระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็มีความน้อยใจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ

ลำบาก และเผชิญอันตรายนานาชนิดบางครั้งจนแทบเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ปรากฎว่ากรมตำรวจมิได้ตอบแทนด้วยบำเหน็จใดๆ ทั้งสิ้น........
......ก่อนเสด็จขึ้นคืนนั้น ผมจึงก้มลงกราบบนโต๊ะเสวย แล้วกราบบังคมทูลว่า ใคร่ขอพระราชทานอะไรสักอย่างหนึ่ง.....พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า
“จะเอาอะไร?”
และผมก็กราบบังคมทูลอย่างกล้าหาญชาญชัยว่า จะขอพระบรมราชานุญาต ปิดทองบนหน้าพระ ที่ได้รับพระราชทานไป พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเหตุผล

ที่ผมขอปิดทองหน้าพระ..... ........ผมกราบบังคมทูลอย่างตรงไปตรงมาว่า....พระสมเด็จจิตรลดาหรือพระกำลังแผ่นดินนั้น นับตั้งแต่ได้รับพระราชทาน

ไปห้อยคอแล้ว ต้องทำงานหนักและเหนื่อยเป็นที่สุดเกือบได้รับอันตรายร้ายแรงก็หลายครั้ง มิหนำซ้ำกรมตำรวจยังไม่ให้เงินเดือนขึ้น

แม้แต่บาทเดียวอีกด้วย............พระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวจ (ยิ้ม) ก่อนที่จะมีพระราชดำรัสตอบด้วยพระสุรเสียงที่ส่อพระเมตตาและพระกรุณาว่า

ปิดทองไปข้างหลังพระเรื่อยๆ แล้วทองจะล้นออกมาที่หน้าพระเอง......

.
ผักบุ้งลอยฟ้า(พระเทพ)


ผมเคยไปนั่งทานข้าวต้ม ผักบุ้งลอยฟ้า ที่พิษณุโลก ก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นรูป พระองค์ ทรงสนุกกับการถือจานรับผักบุ้ง บนหลังคารถ

เด็กที่ร้านเล่าว่า พระองค์ไม่ถือพระองค์เลยตรัสล้อเล่นกับเด็กเสิร์ฟด้วย และทรงเสวยกับ ชามข้าวต้มของร้าน ไม่ได้พิเศษจากลูกค้าคนอื่น

ทรงประทับบนเก้าอื้ทั่ว ๆ ไปในร้านนึกถึงพระองค์ทีไร ก็รู้สึกตื้นตันทุกที


เจ้าฟ้าหญิงของประชาชนที่แท้จริงเคยอ่านมาจากหนังสือสกุลไทย

ช่วงตอบปัญหาของใครจำไม่ได้แล้วมีคนเขียนไปถามเจ้าของคอลัมภ์ว่าจริงหรือเปล่าที่พระองค์เคยเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ยังเมืองทองธานี

เพื่อเสวยร้านอาหารโต้รุ่งเค้าก็เขียนตอบว่าจริงพระองค์เคยเสด็จอย่างส่วนพระองค์จริงๆคือเสด็จไปกับคุณข้าหลวงอีก2 คนไม่มีองครักษ์ติดตามเลย

เสด็จยังร้านอาหารตามสั่งทั่วไปริมถนนไม่มีใครจำพระองค์ได้เลยแต่มี 2 สามี ภรรยาคู่หนึ่งเห็นเข้าฝ่ายสามีบอกว่าไม่ใช่สมเด็จพระเทพ

หรอกเพราะนี่คือร้านอาหารโต้รุ่งแล้วก็ดึกมากแล้วด้วย แต่ฝ่ายภรรยาบอกว่าเหมือนมากก็โต้กันไปโต้กันมาจนพระองค์ทรงได้ยินจึงหันพระพักตร์

มาทาง2สามีภรรยานี้แล้วตรัสว่าใช่แต่ขอให้ทำตัวตามสบายเท่านั้นแหละครับ2คนนี้ก็ก้มลงกราบจนคนอื่นๆแปลกใจก็หันมามองกันหมด

ทั้งร้านเจ้าของร้านกับเด็กเสริฟก็เพิ่งทราบจึงรีบเข้า ไปถวายความเคารพพวกพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นก็นำอาหารของร้านตนมาถวาย

จนกระทั่งเสด็จกลับไปนี่แหละครับ เจ้าหญิงในใจประชาชนพระองค์จริง


ไปตามมารับใหม่


เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน (พ.ศ. ๒๕๒๘)ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของพิธีพระราชทานปริญญาของบัณฑิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

ในวันนั้นเกิดเหตุการณ์ไฟดับทั่วประเทศไทยในตอนบ่าย เป็นผลให้บัณฑิตจำนวน ๖ คน ที่เข้ารับพระราชทานปริญญาในช่วงนั้น

หมดโอกาสที่จะได้ถ่ายภาพตอนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ไว้เป็นที่ระ ลึกเเต่สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเสร็จพระราชพิธีเเล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระเเสรับสั่งกับอาจารย์ที่หมอบถวายปริญญา อยู่ข้างๆที่ประทับว่า" ให้ไปตามบัณฑิต ๕-๖ คน

นั้นขึ้นมารับปริญญาใหม่อีกครั้งหนึ่ง "


เชื้อโรคตายหมด


....... เหตุการณ์ในปี ๒๔๑๓ ที่ควรจะนำมากล่าว เพราะมีผลต่อจิตใจของชาวเขาและควรที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้ทราบ เพื่อพยายามเดินตาม "เบื้องยุคลบาท"
วันนั้นเสด็จฯ ไปหมู่บ้านดอยจอมหด พร้าว เชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ "ไปแอ่วบ้านเฮา" ก็เสด็จฯ ตามเขาเข้าไปบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่

และมุ้งหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าทำเอง ใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้างจนมีคราบดำ ๆ จับ ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วง

เพราะตามปกติ ไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบจึงกระซิบทูลว่าควรจะทรงทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยมา พระราชทานให้ผู้เขียนจัดการ แต่ก็ทรงดวดเอง

กร้อบเดียวเกลี้ยง ตอนหลังรับสั่งว่า.. .."ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด"



นางเมขลา


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาลักษณะอากาศโดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้า ถวายทุกวัน

ในหลายครั้งที่พระองค์ทรงมีพระราช วินิจฉัยในลักษณะต่างกันออกไป และผลก็จะออกมาตามพระราชวินิจฉัย

พระองค์ท่านก็ทรงมีพระราชดำรัชในทางขำขันเพื่อไม่ให้เราเสียใจ เช่น การไม่เข้ามาของ พายุANGELA ในปี 2538

ทรงมีรับสั่งว่า...."ไม่เป็นไร ลูกนี้ไม่เข้า ฉันให้นางเมขลาพาไปที่เขาพระสุเมรุแล้ว"...


ตัวยึกยือ


มนูญ มุกข์ประดิษฐ์
รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อดีตเลขาธิการ สำนักงานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ


...... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จะพระราชดำเนินด้วยพระบาท เข้าไปในป่ายางท่ามกลางฝนตกหนักโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ตามรอยพระยุคลบาทไปไม่ห่าง เป็นระยะทางถึง๒กม.เศษ ... นี่คือสิ่งที่มิใช่สามัญธรรมดาในความรู้สึก ของผู้คน และความไม่สามัญธรรมดา

นี้ก็ยิ่งไม่ธรรมดามากยิ่งขึ้น เป็นทวีคูณ เนื่องเพราะบริเวณนี้คือ "ดงทาก" หรือ"รังทาก" อันมีทากชุกชุม ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้
...กว่าจะถึงจุดหมาย คือบริเวณพื้นที่ที่จะพิจารณาสร้าง อ่างเก็บน้ำ เพื่อใหม่มีน้ำไว้ใช้ สำหรับพื้นที่๕,๐๐๐ ไร่ใน ๓ เขตตำบล คือ เชิงคีรี มะยูง

และรือเสาะ เกือบทุกคนก็โชกฝน และโชกเลือดแม้ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์ ก็มิได้รับยกเว้น ..... ค่ำวันนั้น ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับ

พระตำหนัก ทักษิณราาชนิเวศน์ อากาศปลายฤดูฝน กำลังสบายดวงดาวบนท้องฟ้า เริ่มจะปรายแสง ขบวนรถยนต์พระที่นั่ง

ได้หยุดลงอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุบนทางหลวงที่มืดสงัด เป็นเวลาหลายนาที ถามไถ่ได้ความภายหลังว่า ยังมีทากหลงเหลือ

กัดติดพระวรกายอยู่อีกเมื่อรู้สึกพระองค์ จึงได้ทรงหยุดรถยนต์พระที่นั่ง และรับสั่งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ช่วยจับทากที่ตัวเป่งด้วยพระโลหิต

ออกจากพระวรกาย ... ทรงเรียกการทรงงานวิบาก ที่เชิงคีรี ครั้งนี้ในภายหลังว่า "สงครามกับตัวยืกยือ ที่เชิงคีรี"


ทุกข์ยามดึก


พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ผู้อำนวยสำนักงานโครงการพระดาบสอดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข


.....การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟัง และติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ ... จึงทรงทราบความลำบาก ความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจ

ชั้นผู้น้อย ... ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอกดคีย์ ไมโครโฟนค้างทำให้มีเสียงกรนออกอากาศ

มาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่ง ออกอากาศมาเป็ฯการแก้เหงา ก็มี.. ที่จัดได้ว่าโชคดี คือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ "ปทุมวัน" กล่าวคือในยามดึกวันหนึ่งพนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถ หาอาหารรับประทานได้

เพราะต้องเข้าเวรร เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสาร จึงได้รับสั่งทางวิทยุ กับผู้เขียนใน ฐานะที่เป็น ผู้บังคับบัญชา

ของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า "โปรดเกล้าฯ พระราชทานตู้เย็นเพื่อ เก็บอาหารสำรอง สำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้ ...... "


 

ย้อนกลับ